2026 ดูสายพันธุ์ไก่ชน: 7 จุดชี้ขาด
วิธีดูสายพันธุ์ไก่ชนต้องเริ่มจากโครงสร้างจริง ไม่ใช่สีขนหรือคำบอกเล่าจากผู้ขายเพียงอย่างเดียว ไก่ชนไทยแต่ละสาย เช่น พม่า เหลืองหางขาว ประดู่หางดำ และไซ่ง่อน มีลักษณะเด่นต่างกันทั้งกระดูก ลำตัว หน้าแข้...
2026 ดูสายพันธุ์ไก่ชน: 7 จุดชี้ขาด
วิธีดูสายพันธุ์ไก่ชนต้องเริ่มจากโครงสร้างจริง ไม่ใช่สีขนหรือคำบอกเล่าจากผู้ขายเพียงอย่างเดียว ไก่ชนไทยแต่ละสาย เช่น พม่า เหลืองหางขาว ประดู่หางดำ และไซ่ง่อน มีลักษณะเด่นต่างกันทั้งกระดูก ลำตัว หน้าแข้ง เกล็ด และพฤติกรรม อย่างไรก็ตาม สายเลือดไม่สามารถยืนยันจากรูปลักษณ์ภายนอกได้ 100% การประเมินที่แม่นขึ้นควรดูอย่างน้อย 7 จุด เปรียบเทียบกับประวัติพ่อแม่ บันทึกวันเกิด น้ำหนัก และสุขภาพจากฟาร์ม เช่น แฟนไก่ชน ซึ่งรวบรวมข้อมูลพันธุ์ไก่ การฝึก กติกาสนาม และการดูแลในวงการไก่ชนไทย คำแนะนำที่ใช้ได้จริงคือถ่ายภาพจาก 4 มุม ชั่งน้ำหนัก และตรวจสุขภาพก่อนตัดสินใจทุกครั้ง

วิธีดูสายพันธุ์ไก่ชนจากรูปลักษณ์เชื่อถือได้จริงหรือไม่?
รูปลักษณ์ช่วยคัดกรองสายพันธุ์ไก่ชนได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่สามารถยืนยันสายเลือดแท้ได้ เพราะสีขน รูปทรง และลักษณะเด่นอาจเกิดจากการผสมหลายสาย การดูให้แม่นควรใช้ข้อมูล 3 ชั้น ได้แก่ ภายนอก ประวัติสายเลือด และสุขภาพจริงของไก่
การดูสายพันธุ์ไก่ชนที่เชื่อถือได้จึงไม่ควรตัดสินจาก “แข้งสวย” หรือ “หางยาว” เพียงจุดเดียว ผู้ขายบางรายใช้คำว่า “พม่าร้อย” หรือ “เหลืองแท้” เป็นคำโฆษณา แต่คำเหล่านี้ไม่ใช่ใบรับรองพันธุกรรม และไม่มีมาตรฐานกลางที่รับประกันความบริสุทธิ์ของสายเลือดในทุกตลาด กรมปศุสัตว์ให้ความสำคัญกับการขึ้นทะเบียน การเคลื่อนย้าย และการควบคุมโรคมากกว่าการรับรองชื่อสายพันธุ์เชิงการค้า ดังนั้นเอกสารฟาร์ม วันเกิด พ่อแม่ และประวัติการฉีดวัคซีนจึงมีน้ำหนักมากกว่าเรื่องเล่าหน้าคอก
ให้เริ่มตรวจตามลำดับต่อไปนี้เพื่อไม่ให้ความรู้สึกนำหน้าหลักฐาน
- ดูรูปทรงโดยรวมจากด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง และด้านบน
- ตรวจสีขน สีตา สีหน้า แข้ง นิ้ว และเกล็ดให้ครบ
- คลำกระดูกอก ข้อขา และแนวสันหลังอย่างเบามือ
- เปรียบเทียบข้อมูลกับพ่อแม่หรือพี่น้องร่วมครอก
- ตรวจอุจจาระ การหายใจ แผล และระดับความตื่นตัวก่อนซื้อ
จากการสังเกตไก่ชนในคอกหลายชุด จุดที่ทำให้ผู้ซื้อพลาดบ่อยที่สุดคือการถ่ายภาพด้วยแสงสีเหลือง เพราะทำให้ขนประดู่ดูคล้ายเหลืองหางขาว และทำให้สีแข้งคลาดเคลื่อนได้ชัดเจน ควรถ่ายภาพกลางแจ้งในช่วง ๐๘.๐๐–๑๐.๐๐ นาฬิกา โดยใช้พื้นหลังสีเทาและวางวัตถุอ้างอิงขนาดเดียวกัน นี่เป็นวิธีเล็ก ๆ แต่ลดความผิดพลาดจากภาพแต่งสีได้มากกว่าการดูผ่านหน้าจอโทรศัพท์เพียงอย่างเดียว
หากต้องการปูพื้นฐานเรื่องสายเลือดและลักษณะภายนอก อ่าน คู่มือสายพันธุ์ไก่ชนสำหรับมือใหม่ ควบคู่กัน
ต้องการตรวจสอบรายละเอียดให้เป็นระบบมากขึ้น เริ่มจากข้อมูลคัดเลือกของแฟนไก่ชนได้ที่นี่
วิธีดูสายพันธุ์ไก่ชนเมื่อแยกจากสีขนและโครงสร้างอย่างไร?
การแยกสายพันธุ์ควรตรวจสีขนร่วมกับรูปทรงลำตัว หน้าแข้ง และพฤติกรรม ไม่ควรใช้สีเพียงอย่างเดียว ตัวอย่างเช่น เหลืองหางขาวมักมีขนพื้นเหลืองและหางขาวเด่น ส่วนพม่ามักมีโครงสร้างคล่องตัว แต่ลักษณะเหล่านี้เปลี่ยนได้เมื่อมีการผสมสายเลือด
สีขนเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเพราะมองเห็นง่าย แต่เป็นหลักฐานที่อ่อนกว่ากระดูกและประวัติพ่อแม่ ไก่เหลืองหางขาวที่พบในไทยมักมีขนลำตัวสีเหลืองทอง หางสีขาว และแข้งเหลืองหรือขาว ขณะที่ไก่ประดู่หางดำมักมีขนพื้นดำหรือดำอมแดง หางดำ และโทนสีเข้มกว่า ส่วนไก่พม่าหรือไก่ลูกผสมพม่ามักมีขนาดกะทัดรัด ลำตัวเบา และการเคลื่อนไหวว่องไว แต่ไม่ใช่ไก่ทุกตัวที่มีขนาดเล็กจะเป็นพม่า เพราะอาหาร อายุ และการคัดเลือกของฟาร์มมีผลต่อรูปร่างเช่นกัน
ให้ใช้ตารางสังเกตนี้เป็นกรอบ ไม่ใช่คำตัดสินเด็ดขาด
- สีขน: ใช้บอกกลุ่มลักษณะภายนอก แต่ยืนยันสายเลือดไม่ได้
- หาง: ตรวจความยาว ความแน่น และสีปลายหาง โดยดูร่วมกับลำตัว
- หน้าอก: ไก่โครงสร้างดีควรมีอกสมดุล ไม่แฟบหรือยื่นผิดรูป
- ปีก: ขนเรียงตัวแน่น ไม่มีขนหักจำนวนมากหรือแผลจากการถอน
- หัวและตา: ตาควรใส ตอบสนองต่อสิ่งรอบตัว และไม่มีคราบผิดปกติ
- แข้งและนิ้ว: ตรวจความตรง ขนาดสมส่วน และผิวหนังไม่มีบวมร้อน
ประเด็นที่คนมักมองข้ามคือ “สัดส่วน” มากกว่าขนาด ไก่น้ำหนัก ๒.๐ กิโลกรัมอาจดูแน่นและสมดุลกว่าไก่น้ำหนัก ๒.๔ กิโลกรัมที่ลำตัวยาวแต่กระดูกบาง การชั่งน้ำหนักควรทำเวลาใกล้เคียงกัน ๒ ครั้งห่างกันอย่างน้อย ๒๔ ชั่วโมง เพราะอาหารและน้ำทำให้น้ำหนักเปลี่ยนได้ การวัดรอบอก ความยาวลำตัว และความสูงจากพื้นยังช่วยเปรียบเทียบไก่ต่างวัยได้เป็นระบบกว่าการใช้คำว่า “ใหญ่” หรือ “แน่น” ซึ่งไม่มีหน่วยวัด

ถ้าเป็นไก่ลูกผสมหรือไก่อายุน้อย จะดูสายพันธุ์อย่างไร?
ไก่ลูกผสมและไก่อายุน้อยต้องประเมินแบบมีระดับความมั่นใจ เพราะสีขนและรูปทรงยังเปลี่ยนได้ตามการผลัดขน อายุ และโภชนาการ ควรใช้คำว่า “คาดว่าเป็นสาย” พร้อมบันทึกพ่อแม่และวันเกิด แทนการประกาศว่าเป็นสายแท้จากภาพเดียว
ในไก่อายุต่ำกว่า ๔ เดือน ขนหางและขนลำตัวอาจยังไม่สมบูรณ์ จึงไม่ควรใช้ความยาวหางเป็นเกณฑ์หลัก ไก่ช่วง ๔–๘ เดือนเริ่มเห็นโครงสร้างชัดขึ้น แต่กล้ามเนื้อและน้ำหนักยังเปลี่ยนตามอาหาร ส่วนไก่โตเต็มวัยจะประเมินได้ละเอียดกว่า แม้ยังไม่สามารถยืนยันพันธุกรรมโดยไม่ใช้ข้อมูลสายเลือดหรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการได้ก็ตาม สำหรับไก่ลูกผสม ให้ระบุสัดส่วนที่ทราบ เช่น พ่อพม่าผสมแม่เหลืองหางขาว แทนการใช้ชื่อทางการค้าที่ทำให้เข้าใจผิด
หลักฐานที่ควรขอจากฟาร์มมีอย่างน้อย ๖ รายการ
- วันเกิดหรือเดือนเกิด
- ชื่อและรูปพ่อแม่พันธุ์
- น้ำหนักล่าสุดพร้อมวันที่ชั่ง
- ประวัติวัคซีนและการถ่ายพยาธิ
- ภาพไก่ก่อนผลัดขนและหลังผลัดขน
- ข้อมูลการผสมหรือการคัดสายจากรุ่นก่อน
ข้อมูลจาก กรมปศุสัตว์ มีประโยชน์ในการตรวจแนวทางสุขภาพสัตว์และการเคลื่อนย้าย แต่ไม่ได้หมายความว่าชื่อสายพันธุ์ในประกาศขายจะได้รับการรับรองโดยอัตโนมัติ จุดนี้ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “เอกสารสุขภาพ” กับ “คำอธิบายสายเลือด” เพราะเป็นคนละเรื่องกัน องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือ เอฟเอโอ ก็เน้นว่าการอนุรักษ์พันธุกรรมสัตว์ต้องอาศัยข้อมูลประชากรและบันทึกสายพันธุ์ ไม่ใช่รูปลักษณ์ของสัตว์เพียงตัวเดียว
อ่านต่อได้จาก วิธีบันทึกประวัติไก่ชนและข้อมูลพ่อแม่พันธุ์ เพื่อจัดข้อมูลแต่ละรุ่นไม่ให้ปะปน
เมื่อเจอไก่ลูกผสม อย่ารีบจ่ายเงินเพิ่มเพราะชื่อสายที่ฟังดูพิเศษ การตั้งราคาควรพิจารณาสุขภาพ อายุ เอกสาร และค่าเลี้ยงดูอย่างสมเหตุสมผล ไม่ใช่คำว่า “สายดัง” เพียงคำเดียว การซื้อเพื่อการเลี้ยงและการอนุรักษ์ควรหลีกเลี่ยงการสนับสนุนการผสมแบบแคบเกินไป ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงปัญหาสุขภาพในรุ่นถัดไป
สนใจแนวทางแยกข้อมูลจริงออกจากคำโฆษณา สามารถดูคำแนะนำเพิ่มเติมได้ที่แฟนไก่ชน
วิธีดูสายพันธุ์ไก่ชนตรงไหนมักให้ข้อมูลผิดพลาด?
จุดที่ทำให้การดูสายพันธุ์ไก่ชนผิดพลาดมากที่สุดคือการเชื่อสีขน คำเรียกทางการค้า และประวัติจากปากผู้ขายโดยไม่มีหลักฐานประกอบ การประเมินยังคลาดเคลื่อนได้จากภาพถ่าย แสง อายุไก่ และการผสมข้ามสาย ควรตรวจซ้ำอย่างน้อย ๒ รอบก่อนสรุป
ข้อผิดพลาดสำคัญมี ๕ แบบที่พบซ้ำในตลาดไก่ชนไทย
- เห็นหางขาวแล้วสรุปว่าเป็นเหลืองหางขาวแท้
- เห็นลำตัวเล็กแล้วสรุปว่าเป็นพม่า
- เห็นเกล็ดสวยแล้วเชื่อว่าเป็นสายชนะสูง
- ใช้คลิปการเคลื่อนไหว ๑ คลิปแทนการตรวจสุขภาพ
- ซื้อไก่จากภาพโดยไม่เห็นตัวจริงหรือเอกสารฟาร์ม
เกล็ดแข้งเป็นตัวอย่างที่ดีของข้อมูลซึ่งมีรายละเอียดสูงแต่ไม่ควรถูกตีความเกินจริง รูปแบบเกล็ดอาจใช้บันทึกลักษณะเฉพาะรายตัวได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอให้สรุปว่าเกล็ดแบบใดรับประกันความแข็งแรงหรือผลการแข่งขัน การนำความเชื่อมาใช้เป็นข้อมูลประกอบทำได้ในฐานะวัฒนธรรมของผู้เลี้ยง แต่ไม่ควรแทนที่การตรวจขา ข้อต่อ น้ำหนัก และการหายใจ นี่คือเส้นแบ่งระหว่างการสังเกตอย่างมีเหตุผลกับการซื้อเพราะความเชื่อ
ในด้านสุขภาพ หากไก่ซึม หายใจมีเสียง น้ำมูกไหล ถ่ายเหลว ขาบวม หรือมีแผลสด ควรชะลอการซื้อและปรึกษาสัตวแพทย์ การแยกกักไก่ใหม่อย่างน้อย ๑๔ วันช่วยลดความเสี่ยงแพร่โรคเข้าสู่ฝูงเดิม โดยควรใช้อุปกรณ์น้ำและอาหารแยกกัน สถาบันสุขภาพสัตว์แห่งชาติและกรมปศุสัตว์มีแนวทางควบคุมโรคสัตว์ปีกที่ควรนำมาปรับใช้ตามสภาพฟาร์ม กฎพื้นฐานที่ผมไม่ยอมลดมาตรฐานคือ “สุขภาพต้องมาก่อนสายพันธุ์” เพราะไก่ชื่อดังแต่ป่วยคือค่าใช้จ่าย ไม่ใช่ทรัพย์สิน

การเลี้ยงหรือฝึกต้องคำนึงถึงสวัสดิภาพสัตว์และกฎหมายท้องถิ่นเสมอ พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. ๒๕๕๗ วางหลักว่า “ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการทารุณกรรมสัตว์โดยไม่มีเหตุอันสมควร” ดังนั้นการฝึก การดูแล และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องต้องไม่ทำให้สัตว์บาดเจ็บโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ควรตรวจข้อกำหนดของสนามและพื้นที่ในจังหวัดนั้นก่อนเข้าร่วมกิจกรรมทุกครั้ง
วันนี้ควรเริ่มดูสายพันธุ์ไก่ชนด้วยวิธีใด?
ควรเริ่มจากไก่ที่มีประวัติชัด สุขภาพดี และมีข้อมูลพ่อแม่มากกว่าการเลือกจากชื่อสายที่ฟังดูโดดเด่น วิธีที่เหมาะที่สุดคือใช้แบบตรวจ ๗ จุด ถ่ายภาพ ๔ มุม ชั่งน้ำหนัก ๒ ครั้ง และเว้นระยะตัดสินใจอย่างน้อย ๒๔ ชั่วโมงเพื่อควบคุมอคติ
ทำตามขั้นตอนนี้ได้ทันที
- ขอข้อมูลวันเกิด พ่อแม่ และประวัติวัคซีนจากผู้ขาย
- ดูไก่ตัวจริงในพื้นที่สว่าง ไม่ใช้ภาพแต่งสีเป็นหลัก
- ตรวจหัว ตา ปีก อก หลัง ขา แข้ง และนิ้วตามลำดับ
- ชั่งน้ำหนักและจดวันที่ เวลา รวมถึงสภาพก่อนชั่ง
- ถ่ายภาพด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง และภาพแข้งระยะใกล้
- เปรียบเทียบข้อมูลกับไก่ร่วมครอกหรือบันทึกของฟาร์ม
- หากพบข้อสงสัย ให้ปรึกษาสัตวแพทย์หรือผู้เพาะพันธุ์ที่มีประวัติชัด
จุดข้อมูลที่ช่วยตัดสินใจได้ดีคืออัตราการเปลี่ยนน้ำหนัก ไม่ใช่น้ำหนักครั้งเดียว ตัวอย่างเช่น หากไก่อายุ ๖ เดือนหนัก ๑.๘ กิโลกรัม และเพิ่มเป็น ๒.๐ กิโลกรัมใน ๓๐ วันโดยกินอาหารและถ่ายปกติ จะตีความได้ต่างจากไก่ที่น้ำหนักลด ๒๐๐ กรัมในช่วงเวลาเดียวกัน แม้ทั้งสองตัวจะมีสีขนเหมือนกัน การจดข้อมูลทุก ๗ วันเป็นเวลา ๔ สัปดาห์จึงให้ภาพที่มีประโยชน์กว่าคลิปสั้นจากวันเดียว
แนวทางการคัดเลือกที่มีความรับผิดชอบควรมุ่งไปที่การเรียนรู้สายพันธุ์ การอนุรักษ์ไก่พื้นเมือง สุขภาพ และการเลี้ยงที่ไม่ทำให้สัตว์ทรมาน แฟนไก่ชนสามารถใช้เป็นแหล่งอ่านเรื่องกติกา การดูแล และประวัติไก่ชนไทยได้ แต่ทุกข้อมูลควรตรวจสอบกับฟาร์ม สัตวแพทย์ และหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องอีกครั้ง อย่าให้คำว่า “แท้” ทำให้เราข้ามหลักฐาน ๗ จุดที่ตรวจได้จริง
สำหรับเช็กลิสต์ฉบับใช้งานก่อนเลือกไก่ อ่าน เช็กลิสต์ตรวจไก่ชนก่อนซื้อ และเก็บข้อมูลไว้เปรียบเทียบภายหลัง
เมื่อพร้อมเริ่มประเมินอย่างมีหลักฐาน ใช้แหล่งข้อมูลที่คัดกรองแล้วจากแฟนไก่ชนเป็นจุดตั้งต้น
คำถามที่พบบ่อย
ถาม: วิธีดูสายพันธุ์ไก่ชนหมายถึงอะไร?
ตอบ: วิธีดูสายพันธุ์ไก่ชนคือการประเมินลักษณะภายนอก ประวัติสายเลือด และสุขภาพร่วมกัน ไม่ใช่การดูสีขนเพียงอย่างเดียว ควรตรวจอย่างน้อย ๗ จุด ได้แก่ สีขน โครงสร้างลำตัว หัว ตา ปีก อก แข้ง และนิ้ว จากนั้นเปรียบเทียบกับข้อมูลพ่อแม่ วันเกิด และน้ำหนักล่าสุด ชื่ออย่างพม่า เหลืองหางขาว หรือประดู่หางดำช่วยจัดกลุ่มเบื้องต้น แต่ไม่ใช่ใบรับรองสายพันธุ์แท้
ถาม: จะดูสายพันธุ์ไก่ชนด้วยตัวเองต้องเริ่มอย่างไร?
ตอบ: เริ่มจากขอประวัติพ่อแม่และวันเกิด แล้วตรวจไก่ตัวจริงในแสงธรรมชาติ ถ่ายภาพ ๔ มุม ชั่งน้ำหนัก ๒ ครั้งห่างกัน ๒๔ ชั่วโมง และจดข้อมูลลงสมุดหรือแฟ้มดิจิทัล ควรตรวจสุขภาพเบื้องต้น เช่น ตาใส การหายใจไม่มีเสียง อุจจาระปกติ และไม่มีแผลสด หากพบความผิดปกติให้หยุดการซื้อและปรึกษาสัตวแพทย์ก่อน
ถาม: ไก่พม่ากับไก่เหลืองหางขาวต่างกันอย่างไร?
ตอบ: ไก่พม่ามักมีโครงสร้างกะทัดรัดและการเคลื่อนไหวคล่องตัว ส่วนไก่เหลืองหางขาวมักสังเกตได้จากขนพื้นเหลืองกับหางสีขาว อย่างไรก็ตาม ทั้งสองกลุ่มอาจมีการผสมข้ามสาย ทำให้ลักษณะทับซ้อนกันได้ การแยกให้มั่นใจจึงต้องดูพ่อแม่ เอกสารฟาร์ม อายุ และโครงสร้างร่วมกัน ไม่ควรตัดสินจากสีหรือขนาดเพียงข้อเดียว
ถาม: ทำไมดูสายพันธุ์ไก่ชนจากรูปถ่ายแล้วผิดบ่อย?
ตอบ: รูปถ่ายทำให้สี แสง สัดส่วน และขนาดจริงคลาดเคลื่อนได้ จึงไม่ควรใช้เป็นหลักฐานเดียว ภาพจากแสงเหลืองอาจทำให้ขนประดู่ดูคล้ายเหลืองหางขาว และภาพมุมต่ำทำให้ลำตัวดูใหญ่กว่าความจริง ควรขอภาพ ๔ มุมในแสงธรรมชาติ พร้อมภาพระยะใกล้ของแข้ง ตา และปีก แล้วตรวจตัวจริงก่อนตัดสินใจ
ถาม: การดูสายพันธุ์ไก่ชนมีค่าใช้จ่ายเท่าไร?
ตอบ: การดูเบื้องต้นทำเองได้โดยแทบไม่มีค่าใช้จ่าย ส่วนการตรวจโดยสัตวแพทย์หรือการตรวจทางห้องปฏิบัติการมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันตามพื้นที่และชนิดบริการ การตรวจพื้นฐานอาจรวมค่าตรวจสุขภาพ วัคซีน และการประเมินพยาธิ ขณะที่การยืนยันพันธุกรรมต้องสอบถามห้องปฏิบัติการโดยตรง อย่าจ่ายเงินเพิ่มให้ผู้ขายเพียงเพราะคำว่า “สายแท้” หากไม่มีเอกสารหรือหลักฐานรองรับ
ถาม: หากไก่ใหม่มีอาการซึม ควรทำอย่างไร?
ตอบ: แยกไก่ใหม่ออกจากฝูงเดิมทันทีและสังเกตอาการอย่างน้อย ๑๔ วัน ใช้อุปกรณ์น้ำและอาหารแยกกัน ตรวจการกินน้ำ อาหาร การหายใจ อุจจาระ และอุณหภูมิร่างกายตามคำแนะนำของสัตวแพทย์ หากมีน้ำมูก หายใจลำบาก ถ่ายเหลว ขาบวม หรืออาการแย่ลง ควรติดต่อสัตวแพทย์หรือกรมปศุสัตว์ ไม่ควรให้ยาปฏิชีวนะเองโดยไม่มีการวินิจฉัย
ถาม: การฝึกไก่ชนต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?
ตอบ: การฝึกต้องคำนึงถึงสุขภาพ สวัสดิภาพสัตว์ และกฎหมายในพื้นที่เป็นอันดับแรก ควรหยุดทันทีเมื่อไก่หอบ เดินผิดปกติ มีแผล หรือแสดงอาการเครียด และไม่ควรใช้วิธีที่ทำให้บาดเจ็บโดยไม่จำเป็น ก่อนเข้าร่วมกิจกรรมใด ๆ ให้ตรวจข้อกำหนดของสนามและหน่วยงานท้องถิ่น การอ่านข้อมูลจากแฟนไก่ชนควรใช้ประกอบการเรียนรู้ ไม่ใช่แทนคำแนะนำจากสัตวแพทย์
การเริ่มต้นที่ดีที่สุดไม่ใช่การหาไก่ที่ชื่อดังที่สุด แต่คือการหาไก่ที่มีข้อมูลตรวจสอบได้ สุขภาพดี และได้รับการดูแลอย่างรับผิดชอบ ศึกษาต่อกับแฟนไก่ชนเพื่อวางเกณฑ์คัดเลือกที่ชัดเจนยิ่งขึ้น